ความปลอดภัยและคุณภาพอาหาร สิ่งท้าทายสำหรับอุตสาหกรรมอาหารในยุคการค้าเสรี


 

    ในปัจจุบัน  ประชากรโลกมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  การเพิ่มผลผลิตทางด้านอาหารเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งเพื่อการบริโภคในประเทศและเพื่อส่งออก  ดังนั้น  ประเทศที่มีการผลิตภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก จึงพยายามทุกวิธีทางที่จะเสริมสร้างความเข้มแข็งในการสนับสนุนสินค้าส่งออก  เพื่อนำรายได้เข้าประเทศ  สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่กำลังเผชิญปัญหาด้านเศรษฐกิจ  มาตรการอย่างหนึ่งที่จะช่วยฟื้นฟูปัญหาดังกล่าว  คือ  การส่งออกโดยเฉพาะสินค้าประเภทอาหาร  ประเทศไทย  เป็นประเทศที่มีการส่งออกมาก เป็นอันดับที่ 4 ของโลก  สิ่งสำคัญที่จะเพิ่มรายได้  คือ  เพิ่มผลผลิตและควบคุมคุณภาพอาหารให้เป็นที่ยอมรับของประเทศคู่ค้าในปัจุบันการค้าระหว่างประเทศมีการแข่งขันและกีดกัน ในประเทศคู่ค้าค่อนข้างสูง  และจะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น  องค์กรการค้าโลก  หรือ  WTO  เป็นเวทีการค้าที่มีบทบาทสำคัญในตลาดโลกโดยได้มีการกำหนดมาตรการกีดกันด้านเทคนิค  (Technical Barriers to Trade : TBT)  และมาตรการด้าน สุขอนามัย  (Sanitary and Phytosanitary Measures : SPS)  มาตรการทั้งสองนี้  ใช้มาตรฐานอาหารระหว่างประเทศในการอ้างอิง  และประเทศสมาชิกของ  WTO  จะต้องอยู่ภายใต้การตกลงดังกล่าว  จึงเป็นการผลักดันให้มาตรฐานอาหารระหว่างประเทศให้มีความสำคัญยิ่งขึ้น  ประเทศที่ส่งออกอาหาร  มักประสบปัญหากับ     มาตรการที่เข้มงวดทั้งสองมาตรการจากประเทศผู้นำเข้า  ดังนั้น  โอกาสที่ประเทศไทยจะสามารถแข่งขันในระดับสากลได้  ผู้ประกอบการ  ผู้บริโภค  และหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมมือประสานงานกันในด้านต่างๆ ดังนี้

  1. การวิเคราะห์  วิจัย  พัฒนา  และการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้  ทั้งในการตรวจสอบให้สะดวก  รวดเร็ว  และมีประสิทธิภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากล  และเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้มีคุณภาพและปริมาณเพิ่มขึ้น

  2. การควบคุม  โดยการใช้มาตรการทางกฏหมายเพื่อเฝ้าระวังควบคุมและกำกับดูแลคุณภาพ ผลิตภัณฑ์อาหารให้มีคุณภาพดีปลอดภัยต่อผู้บริโภค

  3. ผู้บริโภคต้องมีความตื่นตัวและมีความรู้เพื่อจะพิทักษ์ผลประโยชน์ของตนเอง  ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อบริโภค  ผลักดันให้ผู้ประกอบการผลิตอาหารให้มีคุณภาพดี

  4. กติกาสากลด้านคุณภาพ  ให้มีการนำระบบ  กฏเกณฑ์ด้านระบบ  และกฏเกณฑ์ด้านคุณภาพ  มาใช้อย่างแพร่หลายในระดับสากล  ซึ่งหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน  ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาองค์กรให้มีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับทั้งภายในและต่างประเทศ  โดยมีทั้งระบบที่ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร  และการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ในห้องปฏิบัติการ

ระบบคุณภาพที่ประกันด้านการผลิต  ได้แก่
*   หลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิต  (Good Manufacturing Practice – GMP)
*   การวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม  (Hazard Analysis Control Point – HACCP) 
*   Good Hygienic Practices : GHP
*   Total Quality Management – TQM

ระบบคุณภาพที่ประกันด้านการตรวจวิเคราะห์  ได้แก่
*   ISO / IEC  Guide 25 (ISO 17025)
*   หลักการของห้องปฏิบัติการที่ดี  (Good Laboratory Practices – GLP)
*   ระบบเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในการบริหารจัดการห้องปฏิบัติการ  (LIM – Laboratory Information Management System)

                กระทรวงสาธารณสุข  เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ควบคุมคุณภาพปลอดภัยของอาหาร  (food safety)  เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค  โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  สำนักคณะกรรมการอาหารและยา  สำนัก    สาธารณสุขจังหวัด  กรมควบคุมโรคติดต่อ  และกรมอนามัย  เป็นผู้ปฏิบัติงานโดยตรง  และร่วมมือประสานงานกัน  เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตอาหาร  โดยเน้นการปฏิบัติงานที่ถูกต้อง  เหมาะสม  และมุ่งการป้องกัน   ตั้งแต่ต้น  ตลอดจนเสร็จสิ้นกระบวนการผลิตมากกว่าการตรวจสอบขั้นสุดท้าย  โดยตั้งแต่ปี  2530  สำนักคณะกรรมการอาหารและยาได้จัดทำข้อกำหนดการประกันคุณภาพการผลิต  คือ  หลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีใน การผลิต – GMPs  เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้โรงงานผลิตอาหารนำไปใช้ถึง  เรื่องด้วยกัน  ได้แก่  GMP  ของอาหารกระป๋อง  น้ำบริโภคในภาชนะปิดสนิท  เครื่องดื่มในภาชนะปิดสนิท  น้ำปลา ไอศกรีม  นมและ ผลิตภัณฑ์นม  อาหารฉายรังสี  และหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำเยือกแข็ง  ขณะนี้  อยู่ในระหว่างการขอความเห็นชอบจากระทรวงสาธารณสุขเพื่อบังคับตามกฎหมายให้โรงงานผลิต น้ำบริโภคในภาชนะปิดสนิท  นำระบบ  GMP  ไปใช้  และจะขยายการบังคับใช้ระบบ  GMP  ไปยังอาหารประเภทอื่นๆ ต่อไป  ดังนั้น  มาตรการตามกฏหมายก็เป็นกลยุทธอย่างหนึ่งที่จะให้ผู้ประกอบการด้านอาหารของไทยตื่นตัว  และพยายามที่จะปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อบังคับนั้น  อย่างไรก็ตามปัจจุบันนี้  GMP  เพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ  คงต้องนำระบบการวิเคราะห์อันตราย  และการควบคุมจุดวิกฤต – HACCP  เข้าไปใช้ร่วมกับระบบ  GMP  จึงจะได้ผลลัพท์ที่มีประสิทธิผลมากขึ้น  หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง  ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงอุตสาห-กรรมก็ส่งเสริม  และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการนำระบบประกันคุณภาพมาตรฐาน  ISO  และระบบ  HACCP  เข้าไปใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  โดยกรมประมงได้ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสินค้าประมงนำระบบ  TQM  และ  HACCP  เพื่อควบคุมคุณภาพการผลิตเช่นเดียวกัน  นอกจากนั้น  ยังมีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  มหาวิทยาลัย  และภาคเอกชน  ที่พยายามจัดฝึกอบรมให้ความรู้แก่  ผู้ประกอบการผลิตอาหารในเรื่องระบบประกันคุณภาพดังกล่าว

                กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  เป็นหน่วยงานหลักของกระทรวงสาธารณสุข  ที่รับผิดชอบในการ  วิเคราะห์  วิจัย  และพัฒนาคุณภาพปลอดภัยของอาหารที่จำหน่ายในประเทศ  นำเข้าและเพื่อการส่งออก    มีรายละเอียดการดำเนินการในเรื่องอาหารดังนี้
การดำเนินงานด้านการบริการ

  1. ตรวจวิเคราะห์อาหารทีผลิตในประเทศและนำเข้า  เพื่อขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร  ควบคุม และเฝ้าระวังคุณภาพความปลอดภัยของอาหาร  โดยในปี  2542  ตรวจวิเคราะห์อาหาร  น้ำ  และเครื่องดื่ม รวมทั้งสิ้น  35,217 ตัวอย่าง  มีคุณภาพความปลอดภัยไม่ตรงตามเกณฑ์กำหนด  7,812 ตัวอย่าง  คิดเป็นร้อยละ 22.2

  2. ตรวจวิเคราะห์อาหารเพื่อการส่งออก  ได้แก่  อาหารแช่แข็ง  ผัก  และผลไม้แช่แข็ง  อาหารแห้ง  อาหารกระป๋อง  และอาหารอื่นๆ รวมทั้งสิ้น  15,790  ตัวอย่าง  ปริมาณที่ส่งออกประมาน 600,113 ตัน  คิดเป็นมูลค่าการส่งออก  1366  ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา  จากจำนวนตัวอย่างดังกล่าวได้หนังสือรับรองคุณภาพ 34,815 ฉบับ  และไม่ออกหนังสือรับรองให้ 360 ตัวอย่าง  เนื่องจากคุณภาพไม่ตรงตามเกณฑ์กำหนดของประเทศคู่ค้า

    การดำเนินงานด้านวิจัย  ได้ดำเนินการวิจัยในเรื่องคุณภาพความปลอดภัยของอาหาร  รวมทั้งอาหารเพื่อสุขภาพ  และอาหารประเภทสมุนไพร  เป็นต้น  โดยในปี 
    2542  มีงานวิจัย  11  เรื่อง

  3. การถ่ายทอดเทคโนโลยีการตรวจสอบ  มีการศึกษาและพัฒนาชุดทดสอบอาหารจำนวน  15  ชุด  เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างสะดวก  รวดเร็ว  โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ  และได้ถ่ายทอดเทคนิคการ   ตรวจสอบให้ผู้ประกอบการ  เจ้าหน้าที่ภาครัฐและเอกชน  รวมทั้งผู้บริโภค  สามารถตรวจสอบคุณภาพ  ความปลอดภัยเบื้องต้นได้

  4.  การดำเนินงานด้านพัฒนา  ได้จัดตั้งห้องปฏิบัติการการวิเคราะห์อาหารที่ได้จากการตัดแต่งทางพันธุกรรม  ซึ่งสามารถให้บริการได้แล้ว  นอกจากนั้น  ยังอยู่ในระหว่างการเตรียมจัดตั้งห้องปฏิบัติการ  Dioxin  การจัดตั้งห้องปฏิบัติการดังกล่าว  เป็นการเตรียมความพร้อม  และเฝ้าระวังปัญหาด้านความปลอดภัยของอาหาร  ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต  หลังจากเกิดขึ้นแล้วในต่างประเทศเมื่อไม่นานนี้  นอกจากนั้น  ยังส่งเสริมและสนับสนุนการส่งออกให้เป็นที่เชื่อถือและไว้วางใจของประเทศคู่ค้า  ว่าประเทศไทยมีศักยภาพสามารถตรวจวิเคราะห์ได้

  5. การมีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ  กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์   มีส่วนร่วมในเวทีการค้าโลกในการกำหนดมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ  เช่น  มาตรฐาน  CODEX  ดังนี้

    5.1   ศึกษาวิจัยเพื่อนำข้อมูลผลการตรวจวิเคราะห์  ทั้งด้านคุณภาพมาตรฐานและพิษภัยจากอาหาร  ในการสนับสนุนและต่อรองในการประชุมมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ  เพื่อให้ผ่อนปรนเกณฑ์กำหนดมาตรฐานอาหารให้ผู้ผลิตในประเทศสามารถได้  เช่น  ในปี  2538  ได้นำเสนอข้อมูลเพื่อต่อรองเกี่ยวกับวัตถุเจือปนอาหาร  EDTA  ให้สามารถใช้ได้ในผลิตภัณฑ์ปูบรรจุกระป๋องในปริมาณ  250  มิลลิกรัม/กิโลกรัม  และยอมให้ปริมาณสูงสุดของยาปฏิชีวนะ  Oxytetracycline / Chlortetracycline / Tetracycline  ตกค้างในกุ้งกุลาดำได้ในปริมาณ  0.2  มิลลิกรัม/กิโลกรัม  และขณะนี้อยู่ในระหว่างการหาข้อมูลเรื่อง  Alflatoxin  ในอาหารยื่นต่อ  CODEX  ให้รับรองเกณฑ์กำหนดซึ่งกลุ่มประเทศยุโรป  กำหนดค่าต่ำมาก  ประเทศไทยไม่สามารถทำได้เนื่องจากเป็นประเทที่มีอากาศชื้น

    5.2    ศึกษาและพัฒนาวิธีวิเคราะห์ส่วนประกอบของอาหารเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ผลิตซึ่งจะส่งออกอาหาร  และต้องแสดงส่วนประกอบของอาหารในฉลากตามความประสงค์ของประเทศคู่ค้า  ทั้งนี้  ได้จัดฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ตรวจวิเคราะห์ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ให้ดำเนินการได้  โดยจัดฝึกอบรม 1 ครั้ง  ในปี 2542 จำนวน 40 คน  และขณะนี้ได้ให้บริการแก่ผู้ประกอบการ

  6. ให้ข้อมูลสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ  ปีละประมาณ 3 ครั้ง/เรื่อง  ได้แก่  เรื่องวัตถุเจือปนอาหาร  สารปนเปื้อนในอาหาร  ยาสัตว์ตกค้างในอาหาร  ฉลากอาหาร  สาร  ตกค้างยาฆ่าแมลง  นมและผลิตภัณฑ์นม  สุขลักษณะของอาหาร  การวิเคราะห์ความเสี่ยงของอาหาร  เป็นต้น

  7.  การดำเนินงานด้านการประกันคุณภาพความปลอดภัย  กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  ได้เล็งเห็นความสำคัญของระบบประกันคุณภาพทั้งในเรื่องการผลิตและการตรวจสอบคุณภาพอาหาร  และดำเนินการมาตั้งแต่ปี  2537  ดังนี้
    7.1      ระบบประกันคุณภาพด้านการผลิต
                    
    *     ให้บริการตรวจสอบ  และออกหนังสือรับรองคุณภาพความปลอดภัยของอาหารส่งออก  โดยใช้ระบบ  GMP  จำนวน  47  โรงงาน  โดยการจัดลำดับชั้นคุณภาพ  จำนวน  38  โรงงาน  และ  9  โรงงาน  อยู่ในลำดับชั้นคุณภาพ  B
                      *     โรงงานที่ได้รับการตรวจรับรองตามระบบ  HACCP  จำนวน 14 โรงงาน
                     
    *     โรงงานที่ได้รับการรับรองตามระบบการรับรองก่อนส่งออกประเทศญี่ปุ่น (Pre – Certification System)  จำนวน 12 โรงงาน
                     
    *    โรงงานที่ได้รับการรับรองตามระบบการกำกับดูแลจำนวน 29 โรงงาน
    7.2      ระบบประกันคุณภาพด้านการตรวจสอบ
          
              *    มีการตรวจสอบและรับรองความสามารถภายในของห้องปฏิบัติการ  ตรวจวิเคราะห์อาหารทุกห้องปฏิบัติการทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค  อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
                  
       *   ให้การตรวจสอบและรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์อาหารภาคเอกชนตาม  ISO Guide  25  จำนวน  7  แห่ง 
                      *
      รับรองตามระบบการตรวจสอบสารพิษตกค้างในผัก / ผลไม้  จำนวน  6  แห่ง  โดยได้รับการรับรองไปแล้ว  1  แห่ง

  8. การดำเนินงานโดยใช้ระบบเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในการบริหารจัดการห้องปฏิบัติการ  กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้มีการจัดทำระบบเครือข่ายทั้งหน่วยงานภายในและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  เพื่อให้สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนด  และวิธีปฏิบัติในเชิงการค้าด้านอาหารในตลาดการค้าโลกได้รวดเร็วทันกับเหตุการณ์

สรุป
           
ประเทศไทยในฐานะที่เป็นประเทศส่งออกอาหาร  ย่อมได้รับผลกระทบจากการเปิดการค้าเสรีหรือไร้พรมแดน  หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องร่วมมือประสานงานและเตรียมความพร้อมกันมากขึ้น  ในการควบคุมคุณภาพความปลอดภัยของอาหาร  (food safety)  เพื่อคุ้มครองประชากรโลก  ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์  วิจัย  พัฒนาหารถ่ายทอดเทคโนโลยี  และการมีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ  แต่สิ่งสำคัญยิ่งไปกว่านี้คือ  ต้องนำกติกาสากลด้านคุณภาพ  ได้แก่  ระบบ  GMP, HACCP, ISO,  Risk Assessment  และการนำเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์ในการบริหารเข้าไปใช้ในระบบการผลิตและตรวจสอบคุณภาพ  จึงจะสร้างความได้เปรียบและสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้ออย่างมั่นใจ

 แหล่งข้อมูล :  องค์การอาหารและยา FOOD AND DRUG ADMINISTRATION

 
 
Top