มาตรฐานระบบ SQF 2000
Quality Code : 1997 ระบบคุณภาพมาตรฐานด้าน HACCP สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร


 

       มาตรฐานระบบ  SQF2000CM  (Safe Quality Food)  Quality Code : 1997  จัดทำโดย  AGWEST Trade and Development  เป็นโปรแกรมทางด้านอุตสาหกรรมซึ่งพัฒนาโดย  Agricultural Western Australia
                ข้อกำหนดได้รับการออกแบบและจัดทำขึ้นเพื่ออุตสาหกรรมอาหารโดยเฉพาะ  (ซึ่งได้รวมเอาผู้ผลิตขั้นต้นเข้าไปด้วย)  เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของผู้บริโภค  ในด้านระบบการประกันคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร  ซึ่งความต้องการดังกล่าวเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนและเป็นที่รับรู้ทั่วไปในตลาดการค้าโลก
                SQF2000CM  Quality Code : 1997  ได้รับการออกแบบมาเพื่ออำนวยประโยชน์แก่องค์กรโดยครอบคลุมวงจรธุรกิจอาหารทั้งหมด  นับตั้งแต่ผู้ผลิตขั้นต้นจนถึงผู้บริโภค  นอกจากนั้นยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาหารได้เช่นเดียวกัน  เช่น  การผลิตขนแกะ  เป็นต้น
                องค์ประกอบหลัก  (Main Feature)  ของข้อกำหนดนี้ได้รวมหลักการของระบบ  HACCP  ซึ่งเป็นวิธีการที่ได้รับการพิสูจน์แล้วในอุตสาหกรรมอาหารสำหรับช่วยลดการผลิตอาหารที่ไม่ปลอดภัยเข้าสู่ตลาด
                ผู้ผลิตอาหารควรตระหนักว่าความปลอดภัยของอาหารเป็นสิ่งที่ไม่สามารถต่อรองได้ในทางธุรกิจ  ข้อกำหนดนี้ได้จำแนกออกเป็นส่วนต่างๆ เช่น  ทางด้านคุณภาพของอาหาร  ความห่วงใยและใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม  ความปลอดภัยในการทำงานและการจัดการการผลิต  (ผลิตผล)  ซึ่งรวมเข้าอยู่ในแผนงาน  HACCP  ของมาตรฐาน  SQF2000CM  Quality Code : 1997
                องค์กรธุรกิจทางด้านอาหารที่ได้รับรอง  SQF2000CM Quality Code : 1997  สามารถแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการผลิตอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ  ภายใต้ระบบบริหารการจัดการคุณภาพระดับโลก
                การรับรองระบบคุณภาพ  SQF2000CM  Quality Code : 1997  อยู่ภายใต้การดำเนินการของหน่วยงานรับรองซึ่งได้รับอนุญาตหรือแต่งตั้งจาก  AGWEST Trade and Development  ผู้ตรวจประเมินจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนกับ  Quality Society of Australia (QSA)  หรือระดับที่สูงกว่า  นอกจากนั้นผู้ตรวจประเมินจะต้องผ่านการฝึกอบรมหลักสูตร  HACCP  ที่ได้รับการรับรอง
                หน่วยงานผู้ได้รับอนุญาตในการออกใบรับรองระบบมาตรฐาน  SQF2000CM Quality Code : 1997  จะต้องมีหลักฐานเพื่อแสดงว่ามีบุคคลากรที่รับผิดชอบในการพัฒนาพิสูจน์ยืนยันและทวนสอบแผน  HACCP  เป็นผู้ได้รับการอนุญาตหรือได้รับการแต่งตั้งจาก  AGWEST Trade and Development  ในฐานะที่เป็นผู้ชำนาญการระบบ  HACCP  การได้รับอนุญาตดังกล่าวนี้เพื่อให้มั่นใจว่า  ผู้ชำนาญการ  มีความรู้เพียงพอทางด้านเทคนิคและมีประสบการณ์ในผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตเป็นอย่างดี  โดยใช้วิธีของ  HACCP
                องค์กรจะต้องแสดงให้เห็นว่าได้ปฏิบัติตามวิธีการของระบบ  HACCP  ซึ่งกำหนดแนวทางโดย  CODEX  Alimentarius Commission  ในการประยุกต์ใช้ระบบ  HACCP

 
ขอบข่าย  (Scope)

  มาตรฐาน  SQF2000CM  Quality Code : 1997  ได้ระบุข้อกำหนดของระบบคุณภาพสำหรับผู้ผลิตขั้นต้น  ผู้ผลิตอาหาร  ผู้แปรรูป  หรือผู้กระจายสินค้า  เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพความสามารถในการส่งมอบอาหาร  เครื่องดื่ม  หรือบริการ  ซึ่งปลอดภัยและเป็นไปตามความต้องการของลูกค้าและสอดคล้องตามข้อกำหนดทางกฏหมาย

                ข้อกำหนดได้รับการออกแบบเพื่อที่จะให้สามารถบรรลุถึงความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์และความพึงพอใจของลูกค้า  โดยผู้ส่งมอบและลูกค้าจะเป็นผู้ระบุข้อกำหนดผลิตภัณฑ์และจัดทำระบบเอกสารที่เกี่ยวกับเกณฑ์วิกฤตด้านคุณภาพและความปลอดภัย

                การประยุกต์หลักการของการวิเคราะห์อันตรายและจุดควบคุมวิกฤต  (HACCP)  และโปรแกรมพื้นฐาน  (Prerequisite programs)  เช่น  หลักวิธีปฏิบัติที่ดีในการผลิต  (Good Manufacturing Practice)  และหลักวิธีปฏิบัติที่ดีด้านสุขอนามัย  (Good Hygiene Practice)  ความเสี่ยงทางด้านความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์และคุณภาพที่ไม่ดีจะต้องได้รับการระบุถึง  ดังนั้นจะต้องมีการนำแผนงานวิธีการปฏิบัติเพื่อลดและบริหารความเสี่ยงต่างๆ ดังนี้

เอกสารอ้างอิง

ข้อกำหนดนี้ได้อ้างอิงถึงการประยุกต์ใช้ระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดควบคุมวิกฤต  (HACCP System)  ตามแนวทางของ  CODEX  Alimentarius Commission  ฉบับปัจจุบันและ  อนุกรมมาตรฐานทางด้านคุณภาพ  ISO 9000  ของ  International Organization for Standardisation  

คำนิยาม
  สำหรับวัตถุประสงค์ของข้อกำหนดนี้  ให้ประยุกต์ใช้คำนิยามตามอนุกรมมาตรฐาน  ISO 8402 : 1994  Quality Management and Quality Assurance – Vocabulary  และให้ใช้คำนิยามเพิ่มเติมดังนี้

    3.1 Business ( ธุรกิจ ) : องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการผลิต  การขนส่ง  การจัดเก็บ  การกระจายหรือการจัดจำหน่ายอาหาร  เครื่องดื่ม  บรรจุภัณฑ์หรือเส้นใย  

    3.2 HACCP  (ระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดควบคุมวิกฤต): Hazard Analysis and Critical Control Point  เป็นระบบซึ่งกำหนด  ประเมินและควบคุมอันตรายซึ่งมีความสำคัญในด้านความปลอดภัยของอาหาร  (ตามที่ระบุไว้ในแนวทางของ CODEX Alimentarius Commission)
    HACCP  ได้รับการยอมรับว่าเป็นระบบด้านการจัดการความเสี่ยง  สำหรับวัตถุประสงค์ตามมาตรฐานของข้อกำหนดนี้  HACCP  สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์อื่นที่นอกเหนือจากคุณภาพและการผลิตอาหาร

    3.3 HACCP Method  (วิธีทาง  HACCP) : การประยุกต์หลักการของ  HACCP  ตามลำดับขั้นตอนการจัดทำระบบซึ่งมี  12  ขั้นตอนตามที่ระบุในแนวทางของ  CODEX Alimentarius Commission  

    3.4 HACCP Plan  (แผนงาน  HACCP) : ตามแนวทางที่ได้กำหนดไว้โดยCODEX Alimentarius Commission  แผนงาน  HACCP  จะรวมถึงข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์  รายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และจุดประสงค์ในการใช้  แผนภูมิแสดงการผลิตตารางการตรวจสอบ  HACCP  รายละเอียดเกี่ยวกับการทวนสอบ  และเอกสารที่จะสนับสนุน  (รวมทั้งการวิเคราะห์อันตรายเพื่อที่จะพิสูจน์ได้ว่ามีการวิเคราะห์อันตรายได้ถูกต้อง  และมีการพิสูจน์ได้ว่าการควบคุมระดับวิกฤตทำได้อย่างถูกต้อง 

    3.5 Recognized HACCP Training  (หลักสูตรรับรอง  HACCP : การฝึกอบรมตามหลักการและการประยุกต์ใช้ระบบ  HACCP  ที่เป็นไปตามแนวทางของ  CODEX Alimentarius Commissionการฝึกอบรมจะต้องได้รับการรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรจาก  AGWEST Trade and Development, Agricultural Western Australia  หรือจากตัวแทนที่ได้รับการแต่งตั้ง  

    3.6 Skilled HACCP Practitioner  (ผู้ชำนาญการระบบ  HACCP) : ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการพัฒนา  พิสูจน์ยืนยันและทวนสอบแผน  HACCP  โดยจะต้องได้รับอนุญาตจาก  AGWEST Trade and Development  หรือจากตัวแทนที่ได้รับการแต่งตั้ง  ผู้ชำนาญการในระบบดังกล่าวจะต้องมีประสบการณ์และความรู้เชิงเทคนิคที่ดีในผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตโดยวิธีการของ  HACCP  นอกจากนั้นต้องผ่านการฝึกอบรม  HACCP  ที่ได้รับการรับรอง

ข้อกำหนดของระบบคุณภาพ  (Quality System Requirements)  

4.1    คำมั่นสัญญา  (Commitment)  

          4.1.1  นโยบายคุณภาพ  (Quality Policy) เจ้าของกิจการหรือผู้บริหารระดับสูงสุดจะต้องให้คำมั่นสัญญาเกี่ยวกับคุณภาพไว้ในนโยบายของธุรกิจซึ่งจะต้องให้สัมพันธ์กับเป้าหมายของธุรกิจ  ความต้องการและความคาดหวังของลูกค้า  โดยจะต้องได้รับการจัดทำเป็นเอกสารและเผยแพร่สื่อสารให้เป็นที่เข้าใจแก่สมาชิกทุกฝ่ายในธุรกิจ  ความกดดันขององค์กรมักจะบดบังความตั้งใจ  ความตระหนัก และคำมั่นสัญญาต่อคุณภาพที่  ผู้ประกอบการได้แสดงไว้อย่างเปิดเผย  ซึ่งส่วนมากจะเข้าใจผิดว่าทุกคนในองค์กรทราบเกี่ยวกับเรื่องคุณภาพและทุกคนจะต้องดำเนินการปฏิบัติเพื่อคุณภาพและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพก็จะถูกผลิตขึ้นมาโดยปริยาย  ซึ่งไม่บ่อยนักที่จะเกิดขึ้น  เป็นเหตุผลว่าทำไมทัศนคติขององค์กรที่เกี่ยวกับคุณภาพและเกี่ยวกับลูกค้า  ต้องได้รับการกล่าวถึงหรือแสดงให้ชัดเจนเพื่อที่จะเป็นเครื่องเตือนใจสำหรับทุกคนที่จะสามารถพบเห็นและเข้าใจ

          4.1.2  องค์กร  (Organization)  โครงสร้างขององค์กรในเชิงการบังคับบัญชาจะต้องได้รับการอธิบายรายละเอียดหน้าที่ของพนักงานผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับคุณภาพและความปลอดภัยของ อาหารรวมทั้งความสัมพันธ์กับหน่วยงานอื่น เจ้าของหรือบุคคลในธุรกิจมีหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับกิจการและผลประกอบการของบริษัท และดูแลด้านความปลอดภัยและคุณภาพของสินค้า  โครงสร้างในเชิงการบังคับบัญชาขององค์กรจะต้องแสดงให้เห็นถึงหน้าที่ความรับผิดชอบของพนักงานแต่ละคนที่เกี่ยวข้อง โดยมีรายละเอียดพอสังเขปเกี่ยวกับความรับผิดชอบและอำนาจหน้าที่ซึ่งจะอำนวยผลให้เกิดประสิทธิภาพในระบบบริหารงานคุณภาพ  สิ่งเหล่านี้สามารถเขียนเป็นรายละเอียดของการทำงานหรือรวมไว้ในแผนผังองค์กรก็ได้          

          4.1.3  การฝึกอบรม  (Training) จะต้องจัดให้มีการฝึกอบรมที่เหมาะสมแก่บุคลากรที่ปฏิบัติงาน  ณ  จุดควบคุมวิกฤตที่ได้ระบุไว้ในแผนการวิเคราะห์อันตราย  วิธีการปฏิบัติงานจะต้องถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน  รายละเอียด  การฝึกอบรม  เกี่ยวกับชื่อผู้รับการฝึกอบรมและเนื้อหาการฝึกอบรม กุญแจสู่คุณภาพนั้นจะต้องทำให้มั่นใจได้ว่า  ผู้ปฏิบัติงานได้รับการฝึกอบรมที่เหมาะสมและเพียงพอ  เพื่อที่จะสามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์  โดยเฉพาะในส่วนของงานที่มีผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของอาหาร  จะต้องรักษาระดับความสามารถโดยให้การฝึกอบรมที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ  ขณะเดียวกันจะต้องมีการเก็บรักษาใบประกาศนียบัตรของผู้ผ่านการฝึกอบรม  (หรือฉบับสำเนาจากองค์กรฝึกอบรมภายนอกที่เป็นที่ยอมรับในความรู้ความสามารถ  ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ

4.2   ผู้ส่งมอบ  (Supplier)

4.2.1 การจัดซื้อ(Purchasing)  ธุรกิจต้องจัดทำเป็นเอกสารเกี่ยวกับข้อกำหนดของสินค้าวัตถุดิบที่จะทำการจัดซื้อ ทั้งหลายซึ่งมีผลต่อคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า ข้อกำหนดของสินค้าวัตถุดิบเหล่านี้ต้องได้รับอธิบายถึงความวิกฤตด้านความปลอดภัยและตัวแปรทางคุณภาพที่เกี่ยวข้อง หลายองค์กรทางธุรกิจไม่มีการติดต่อสื่อสารที่เพียงพอกับผู้ส่งมอบสินค้าถึงเรื่องความต้องการทางด้านความปลอดภัยและคุณภาพของการจัดซื้อวัตถุดิบรวมถึงบรรจุภัณฑ์ ปัญหาทางด้านคุณภาพที่พบบ่อยๆ เริ่มมาจากคุณภาพของวัตถุดิบที่ไม่ได้มาตรฐาน  แหล่งที่มาของสินค้าไม่น่าไว้วางใจและปราศจากข้อกำหนดคุณภาพที่ชัดเจน

4.2.2 การตรวจสอบวัตถุดิบ(Raw Materials Inspection) ธุรกิจจะต้องมีหลักฐานด้านเอกสาร  เพื่อแสดงให้เห็นว่าสินค้าวัตถุดิบต่างๆ ได้ถูกตรวจสอบ  ก่อนนำสินค้าวัตถุดิบนั้นไปใช้ หรือมีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าเป็นสินค้าวัตถุดิบที่ได้จากผู้ส่งมอบสินค้าผู้มีประวัติที่ผ่านมาดี  การใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพต่ำจะทำให้เพิ่มต้นทุนการผลิตได้  การตรวจสอบจะสามารถแยกวัตถุดิบที่มีข้อบกพร่องก่อนที่จะถูกนำไปใช้ สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดต้นทุนอันเกิดจากการไม่ยอมรับสินค้าและการทำงานที่ซ้ำซ้อนลงได้  ธุรกิจจะต้องเก็บรักษารายชื่อผู้ส่งมอบสินค้าที่ผ่านการตรวจสอบเอาไว้

4.3  การควบคุมการผลิต  (Control Production)

4.3.1 การควบคุมกระบวนการผลิต(Process Control) การที่จะผลิตอาหารให้มีความปลอดภัยและตรงตามความต้องการของลูกค้านั้น  วิธีทาง  HACCP  จะต้องได้รับการนำไปประยุกต์ใช้ในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต  และแผนงาน  HACCP  จะต้องถูกพัฒนา ตรวจสอบ และยืนยันโดยผู้ชำนาญการระบบ  HACCP  ข้อมูลเกี่ยวกับข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปจะต้องถูกจัดเก็บรักษาไว้ วีธีการทาง  HACCP  ที่ได้รับการพัฒนาสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร  จะคล้ายกับระบบการจัดการความเสี่ยง  โดยเน้นหนักไปที่การป้องกัน การควบคุมอันตราย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นทางด้านความปลอดภัยของด้านอาหาร  และได้ขยายไปถึงความต้องการทางด้านคุณภาพอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อการทำกำไรของบริษัทการบริหารระบบคุณภาพจะต้องแน่ใจได้ว่า  แผน  HACCP  จัดเตรียมโดยผู้ชำนาญการระบบ  HACCP  ที่มีประสบการณ์ และมีความสามารถในการฝึกอบรมเกี่ยวกับ  HACCP  ซึ่งสามารถใช้ในการสร้างคุณภาพไปสู่กระบวนการผลิต  โดยการตรวจสอบระหว่างการผลิต  ข้อผิดพลาดที่สามารถระบุได้แต่เนิ่นๆ และวิธีการแก้ไขที่สามารถนำไปใช้ในการรักษาคุณภาพและปรับปรุงผลผลิต  โปรแกรมสนับสนุนพื้นฐานรวมถึง  GMP และ  GHP  ที่เหมาะสม  เป็นสิ่งจำเป็นในการสนับสนุนแผนงาน  HACCP  

4.3.2  การปฏิบัติแก้ไข(Corrective Action)
ธุรกิจจะต้องมีระเบียบวิธีการปฏิบัติงาน  สำหรับกำหนดและจัดทำเป็นเอกสารเกี่ยวกับสาเหตุและวิธีการแก้ไขปัญหาที่สำคัญ  ที่มีผลกระทบต่อคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร  วิธีการที่เหมาะสมจะต้องนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อลดโอกาสของการเกิดปัญหาซ้ำขึ้นมาอีกข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นถ้าไม่ได้รับการแก้ไข  สิ่งเหล่านี้จะสามารถเกิดขึ้นได้อีก  การบ่งชี้ถึงปัญหาและระบุรายละเอียดสาเหตุของปัญหา  จะเป็นโอกาสในการนำวิธีการปฏิบัติการแก้ไขไปใช้เพื่อลดความเป็นไปได้ของการเกิดขึ้นอีกการปฏิบัติการแก้ไข  จะช่วยสร้างความรู้สึกที่ดีให้กับองค์กร  เพราะว่าการขจัดข้อผิดพลาดอย่างสม่ำเสมอเท่ากับช่วยลดต้นทุนการผลิตขององค์กร

4.3.3  การจัดการ การจัดเก็บ การบรรจุและการจัดส่ง  (Handling, Storage, Packing and delivery)
กิจกรรมด้านระเบียบปฏิบัติได้รับการจัดทำเป็นเอกสารที่จะทำให้มั่นใจได้ว่า  สินค้าวัตถุดิบ  งานระหว่างกระบวนการผลิต  และผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป  ได้รับการจัดการจัดเก็บ  บรรจุ  จัดส่ง  และได้รับการปฏิบัติต่าง๐ ด้วยวิธีการที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากความเสียหาย  การปะปน  หรือการใช้ที่ไม่ถูกต้อง  หากขาดการเอาใจใส่เกี่ยวกับ  การจัดการ  การจัดเก็บ  การบรรจุและการจัดส่ง  รวมทั้งดูแลวัตถุดิบ  สารเคมีทั้งหลาย  โดยเฉพาะสารทำความสะอาด  และสารปรุงแต่งต่างๆ  ควรจะได้รับการเก็บรักษาอย่างเหมาะสม  เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะเกิดการปนเปื้อนหรือก่อปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับตัวผลิตภัณฑ์จะต้องมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป  ถูกเก็บรักษาภายใต้สภาวะที่เหมาะสมและมีวิธีการจัดการ  จัดเก็บ  บรรจุและจัดส่งในลักษณะที่เหมาะสมเพื่อนำมาซึ่งความพึงพอใจของลูกค้า

4.3.4  ความปลอดภัยของอาหาร  (Food Safety)
ธุรกิจต้องทำให้มั่นใจได้ว่า  ณ  เวลาที่ส่งมอบสินค้าไปยังลูกค้า  สินค้าอาหารที่ส่งมอบนั้นจะต้องสอดคล้องตามข้อกำหนดที่เหมาะสมทางกฏหมายของประเทศซึ่งอาหารนั้นถูกนำไปใช้บริโภค  ความรับผิดชอบในการปฏิบัติงานจะต้องทราบถึงความห่วงใยลูกค้าเกี่ยวกับการใช้สารเคมีและยาสัตว์  ในการผลิตสินค้าอาหาร  การสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าเกี่ยวกับสินค้าประเภทยา  สารเคมี  สารกันเสีย  หรือสารปรุงแต่งอาหารอื่นๆ  จะต้องถูกนำไปใช้ด้วยความรับผิดชอบและต้องปฏิบัติตามคำแนะนำโดยผู้ผลิตหรือถ้าจำเป็นอาจขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ  ส่วนโลหะหนักและสิ่งปนเปื้อนอื่นๆ  ควรมีไม่เกินตามที่กฏหมายกำหนด  หรือตามมาตรฐานที่ลูกค้ากำหนด

4.4     การตรวจสอบและทดสอบ  (Inspection and Testing)


4.4.1 เครื่องมือตรวจสอบ เครื่องวัด และเครื่องทดสอบ
(Inspection, Measuring and Test Equipment)    เครื่องมือตรวจสอบ  เครื่องวัด  และเครื่องทดสอบทั้งหมดที่ใช้ในกิจกรรมการเฝ้าระวังตามที่ระบุในแผนงาน  HACCP  หรือเพื่อแสดงถึงความสอดคล้องตามความต้องการของลูกค้าจะต้องได้รับการสอบเทียบตามมาตรฐานซึ่งเป็นที่ยอมรับ  หรือเพื่อให้มีระดับความแม่นยำเหมาะสมเพียงพอในการใช้งานบันทึกสำหรับการสอบเทียบจะต้องถูกจัดเก็บรักษาไว้  ระบบการผลิตอาหารจำนวนมาก  จำเป็นต้องใช้เทอร์โมมิเตอร์  เครื่องชั่ง  หลอดฉีดยา  รีแฟรคโตมิเตอร์  และอุปกรณ์อื่นๆ  เพื่อยืนยันการควบคุมต่างๆ  ที่มีความสำคัญต่อความปลอดภัยและคุณภาพอาหาร  บางครั้งเครื่องมือและอุปกรณ์เมื่อใช้ไปในระยะเวลาหนึ่ง  อาจขาดความแม่นยำจำเป็นต้องได้รับการปรับให้ได้มาตรฐานก่อนนำไปใช้  การตรวจสอบให้ได้มาตรฐานอยู่เสมอจะช่วยป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น  ตารางการสอบเทียบเครื่องมือและอุปกรณ์อาจรวมอยู่ในแผนงาน  HACCP  หรือเก็บรักษาแยกไว้ต่างหากก็ได้

4.4.2 สถานะการตรวจและการทดสอบ  (Inspection and Test Status) ผลิตภัณฑ์และสินค้าวัตถุดิบที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดจะต้องถูกคัดแยกออกและทำการบ่งชี้สถานะให้ชัดเจน  ผลิตภัณฑ์หรือสินค้าวัตถุดิบที่ไม่ได้มาตรฐานกำหนดต้องมีการจัดการและคัดแยกออกไป  เพื่อไม่ให้มีความเสี่ยงต่อการยอมรับได้ของผลิตภัณฑ์  ความพยายามจะสูญเปล่าได้  หากอนุญาตให้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพต่ำปะปนไปกับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดี  การจำแนกอย่างเหมาะสม  เพื่อที่ปฏิเสธการรับผลิตภัณฑ์  จะช่วยลดปัญหาด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์  ก่อนที่จะปล่อยส่งตลาดและช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ตามม่เกี่ยวกับการเรียกคืนสินค้ากลับคืน  และช่วยปกป้องชื่อเสียงของธุรกิจ

4.4.3  การตรวจติดตามภายใน  (Internal Audits) ธุรกิจจะต้องกำหนดแผนการตรวจติดตามภายใน  เพื่อที่จะสามารถยืนยันได้ว่ากิจกรรมต่างๆ  ได้มีการนำไปปฏิบัติให้สอดคล้องตามความต้องการซึ่งได้ระบุไว้ในเอกสารและเพื่อทราบถึงประสิทธิภาพของระบบคุณภาพและแผนงาน  HACCP  ต้องมีกิจกรรมการปฏิบัติแก้ไขทุกครั้ง  หากพบว่ามีข้อบกพร่อง  ผู้ตรวจสอบภายในจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง  ซึ่งนับว่าเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่จะวัดประสิทธิผลของระบบคุณภาพโดยสามารถบ่งชี้ถึงผลการทำงานที่ไม่ได้มาตรฐาน  และจำเป็นต้องมีการปฏิบัติการแก้ไข

4.5     การควบคุมเอกสารและบันทึกคุณภาพ  (Document Control and Quality Records)

             4.5.1    การควบคุมเอกสาร  (Document Control)
รายชื่อของเอกสารต่างๆ และรายละเอียดการแก้ไขเอกสาร  จะต้องได้รับการเก็บรักษาไว้เพื่อระบุถึงสถานะของเอกสารที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน  แผนงาน  HACCP  จะต้องได้รับการทบทวนทุกปีหรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง  และการทบทวนจะต้องจัดทำเป็นเอกสารเก็บไว้  การเปลี่ยนแปลงใดๆ  ของแผนงาน  HACCP  จะต้องได้รับการพัฒนา  ตรวจสอบ  และยืนยันความถูกต้องโดย  ผู้ชำนาญระบบ  HACCP ข้อผิดพลาดสามารถเกิดขึ้นได้  ถ้าเอกสารไม่ชัดเจนและไม่ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ  แผนงาน  HACCP  ต้องได้รับการทบทวนทุกปีหรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นและการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวต้องมีการเก็บบันทึกไว้เป็นเอกสารการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต  เช่น  การใช้สินค้าวัตถุดิบใหม่  มีการใช้อุปกรณ์หรือวิธีการทำงานใหม่  สิ่งเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อแผนงาน  HACCP  การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะต้องถูกทบทวนโดยทีมงาน  HACCP

             4.5.2
   บันทึกคุณภาพ  (Quality Records)  บันทึกคุณภาพจะต้องได้รับการเก็บรักษาเพื่อแสดงให้เห็นถึงกระบวนการผลิต  การตรวจสอบหรือการทดสอบที่จำเป็นซึ่งได้ระบุไว้ในแผนงาน  HACCP  ว่ามีความถูกต้องสมบูรณ์  บันทึกคุณภาพจะต้องได้รับการเก็บรักษาให้อยู่ในลักษณะที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการเสียหายหรือเสื่อมสภาพ  บันทึกคุณภาพจะต้องถูกจัดเก็บรักษาไว้เป็นระยะอย่างน้อย  12  เดือน  สามารถสืบสวนสิ่งต่างๆ  ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยและคุณภาพของอาหาร  ภายใต้ข้อกำหนดทางกฏหมายว่าด้วยธุรกิจการค้าอาหาร  (Trade Practice Act)  นั้น  ธุรกิจยังจะต้องมีภาระความรับผิดชอบ  (Liability)  ในผลิตภัณฑ์ที่ผลิตยาวนานถึง  10  ปีทีเดียว

4.6     การชี้บ่งและสอบกลับได้ของผลิตภัณฑ์  (Product Identification and Traceability)

  • บททั่วไป  (General) ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปจะต้องได้รับการชี้บ่งอย่างชัดเจน  และจะต้องสามารถสอบกลับได้เพื่อช่วยให้สามารถเรียกเก็บคืนผลิตภัณฑ์ได้สะดวกหากต้องการ  การบันทึกข้อชี้บ่งผลิตภัณฑ์และรายละเอียดข้อมูลจุดหมายปลายทางของผลิตภัณฑ์จะต้องได้รับการจัดเก็บรักษาไว้ธุรกิจอาหารควรจะพยายามทุกวิถีทางในการที่จะลดโอกาสการเกิดข้อบกพร่องหรือข้อผิดพลาดของผลิตภัณฑ์ก่อนที่จะถึงมือผู้บริโภค  ในอุตสาหกรรมอาหาร  ความต้องการอาหารที่สดใหม่และไม่มีสิ่งเจือปนกำลังเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ขณะที่ความเสี่ยงทางด้านความปลอดภัยของอาหารก็เพิ่มขึ้นด้วย  ผู้ส่งมอบสินค้าที่เป็นอาหารจึงต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้มั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์อาหารจะไม่เกิดปัญหาขึ้นในการบ่งชี้ของผลิตภัณฑ์ขณะเก็บเกี่ยว  การผลิตและหลังจัดส่งเสร็จเรียบร้อย  จะช่วยให้สามารถสอบกลับข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่มีข้อบกพร่องได้อย่างรวดเร็ว  การปฏิบัติการเรียกกลับคืนสินค้าที่มีประสิทธิภาพจะช่วยลดความเสี่ยงเกี่ยวกับสุขภาพของผู้บริโภคและช่วยป้องกันชื่อเสียงของธุรกิจเสียหาย


แหล่งข้อมูล : องค์การอาหารและยา
 FOOD AND DRUG ADMINISTRATION

 

 
Top